กลับมาแล้วนะครับ

posted on 19 Feb 2014 21:25 by bravo-led
หลังจากที่ผมหายหน้าหายตาประมาณ 7 เดือนกว่าๆ เพราะช่วงนั้นเรียนหนักมาก และทำบล็อกส่วนตัว ตอนนี้ผมกลับมาแล้วนะครับ บล็อกนี้ ก็ตามแนวทางเดิมเหมือนกับที่เคยทำผ่านมา คือทำรีวิวอะไรก็ได้ที่อยากรีวิว ไม่ว่าแอปมือถือ ร้านอาหาร อาหารที่เรากิน และทุกๆ Entry ที่ผมเขียน (ใน Exteen เรียกว่า Entry เนอะ ถ้า Blogger เรียกว่าบทความ) จะสอดแทรกแนวทางเสมอ เป็นการแนะนำไปในตัวว่า ถ้าสมมติใช้แอปตัวนี้ หรือไปร้านอาหารนี้ ต้องทำอะไรบ้าง
 
สาเหตุที่ผมพักการเขียนบล็อกที่นี่ในเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาเรื่องเงินทุนครับ ช่วงนั้นเสียเงินไปกับการทำ Mini Thesis และ Thesis เยอะมาก แต่ตอนนี้ ดูเหมือนผมพอมีเงินก้อนนึงซึ่งมาจากค่าขนมในแต่ละสัปดาห์นี่แหละมาทำในส่วนรีวิวดีกว่า เงินก้อนนั้น เอาไว้ซื้ออาหาร ซื้อเมนูมากินเอง รีวิวเอง ผมไม่รู้นะครับว่า การรีวิวพวกร้านอาหาร หรืออะไรต่อมิอะไร เค้าต้องทำยังไงบ้าง แต่ที่ผมรีวิวผ่านๆมา ผมซื้อเอง กินเอง และรีวิวเอง จบ รูปอาจจะหาใน Google เอา ช่วงแรกๆที่ผมทำรีวิว ผมเน้นหารูปจาก Google ครับ เพราะตอนนั้นไม่มีกล้อง แต่ตอนนี้ผมมี Smartphone ที่ถ่ายภาพออกมาชัดแจ๋ว (แต่ในที่มืดอาจแย่นิดๆ แถมไม่มี Auto Focus อีก) เลยอยากเขียนบล็อกที่นี่อีกรอบนึงครับ แน่นอน ต้องรีวิวร้านอาหารอร่อยๆ ย่านใจกลางเมือง (ซึ่งต้องเสียเงินเยอะพอสมควรเลยครับ)
 
โดยการรีวิวอาหาร ผมจะรีวิว 1 ครั้ง / 1 สัปดาห์ เนื่องจากอาหารที่ผมจะรีวิว อาจจะแพงพอสมควร (100 บาทขึ้นไปแน่ๆ แต่ถ้าอาหารราคาประมาณ 50 บาท อาจมีรีวิว 2 ครั้ง / 1 สัปดาห์) และตอนนี้ ผมใกล้จะเรียนจบแล้ว มีงาน Art Thesis แสดงด้วย แน่นอน ตอนนี้ยังไม่มีงานทำ ก็ต้องเก็บเงินเอาไว้รีวิวในส่วนนึงด้วยครับ
 
ส่วนรีวิวแอป ตรงนี้ต้องลองรีวิวไปก่อน ถ้ามันรุ่ง ผมก็รีวิวต่อ แต่ถ้าไม่รุ่ง ผมก็ไม่รีวิวแล้ว โดยแอปที่รีวิว แน่นอน ต้องเป็นแอปของ Android เพราะผมมีมือถือ i-mobile i style 7.1 แต่ในอนาคต ผมอาจจะมีมือถือ iPhone หรือ Nokia Lumia เอาไว้รีวิวแอป ก็ต้องดูต่อไป เพราะการรีวิวแอป มันลงทุนสูงมากๆ (ค่า Smartphone นั่นแหละ แค่ iPhone ปาไปตั้ง 25,000 แล้ว หรือถ้ามันลำบากมาก ก็วื้อ iPod Touch รีวิวเอา 555)
 
รีวิวมือถือ... ผมอยากรีวิวนะ ไม่ว่าจะเป็น Android หรือ iOS หรือ Windows Phone แต่ตรงนี้ ผมก็ไม่รู้ว่า วิธีรีวิว เค้ารีวิวยังไง ถ้ามาซื้อเครื่องทีละหลักพัน ผมตายแน่ๆครับ เสียเงินเป็นหลักหมื่นเพื่อรีวิวมือถือ -_-
 
สรุปคือ ช่วงนี้ ผมรีวิวอาหาร ร้านอาหาร กับแอปของ Android ที่มันฟรีๆล่ะกัน 5555 ไว้ถ้ามีเงินเมื่อไร เดี๋ยวว่ากนอีกที
 
ต้องขอโทษเพื่อนๆทุกๆคนเลยนะครับที่ผมทิ้งบล็อกตัวนี้ไป เนื่องจากผมไปเขียนบล็อกที่ http://siampua.blogspot.com/ ซึ่งเป็นบล็อกที่เน้นเรื่องไดอารี่ส่วนตัวมากกว่า (บล็อกนี้เป็นบล็อกเน้นการรีวิวครับ) มาคราวนี้ ผมเจอแอปอยู่แอปนึงที่สามารถทำให้มือถือ Android จัดการกับแอปที่เปิดค้างเหมือนกับ iOS หรือ Windowsphone หลายๆคนอาจจะสงสัย ว่าการจัดการโปรแกรมของ Android กับ iOS, Windowsphone แตกต่างยังไง เชิญอ่านย่อหน้าต่อไปได้เลยครับ
 
 
 
Android เป็น OS มือถือที่ใช้ระบบ True Multitasking (คือทุกแอปที่เปิดค้างทำงานพร้อมกันได้เหมือนคอมพิวเตอร์) ส่วน iOS กับ Windowsphone ใช้ระบบ Pseudo Multitasking (คือแอปจะทำงานเฉพาะแอปที่เปิดอยู่ แอปที่เปิดค้างจะพักการทำงาน แต่ยังไม่ปิดสนิท) ถ้าในคอมพิวเตอร์ ย่อมต้องใช้ True Multitasking อยู่แล้ว เนื่องจากคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องทำหลายอย่าง ไม่ว่าฟังเพลง พิมพ์บล็อก เล่นเกม เปิด Photoshop ฯลฯ แต่ในมือถือ (หรือ Tablet, Notebook) ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบ True Multitasking ครับ เพราะระบบ True Multitasking ค่อนข้างกินไฟ และต้องใช้ Spec Hardware ค่อนข้างสูงจึงจะทำให้ไหลลื่นได้ หากเราลองเอามือถือ Android สเป็คแบบ iPhone4S หรือ Nokia Lumia 520 มาเล่นๆดู (RAM = 512 MB CPU = Dual Core 1 Ghz) จะพบว่า ความไหลลื่นน้อยกว่า iPhone4S หรือ Nokia Lumia 520 พอสมควรครับ เนื่องจากการจัดการแอปแบบ Android เป็นแบบ True Multitasking แล้วด้วยความที่ RAM มีเพียง 512 MB ทำให้ Android สามารถเข้าสู่สภาวะ Pseudo Multitasking ได้เหมือนกันครับ แต่เป็น Pseudo แบบกากๆ เพราะโปรแกรมที่รันแบบ Background จะตีกันมั่ว คือไม่เอาแอปที่ใช้ใช้งานอยู่มาเป็นอันดับต้น แต่กลับเอาแอปที่ไม่ใช้งานมารันซะเอง แล้วเวลาเล่นๆอยู่ จู่ๆก็ค้าง โดยเฉพาะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ผ่านทาง 3G หรือ WiFi จะสังเกตได้ว่า เครื่องช้ามาก จนกระทั่งการแจ้งเตือนหายไป จึงจะเร็วเป็นปกติ
 
 
ด้วยปัญหาของการจัดการแอปของ Android ที่เปิดอยู่ ทำให้มีหลายๆบริษัทผลิตแอปจัดการ RAM ซึ่งเรารู้จักกันดีในนาม XXX Task Killer แต่ Task Killer ไม่ควรใช้ เพราะ Task Killer แค่ล้างแรมเฉยๆ แต่สุดท้าย ก็กลับมาใช้งานเหมือนเดิม และทำให้แบตหมดเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะโปรแกรม Clean Master สมัยก่อนยังไม่มีระบบล้างแรง แต่หลังๆมา เริ่มกินแรมสารพัด ทำให้ตัดสินใจลบแอปนี้ออก เพราะอัพเดทออกมาได้แย่ ไม่สนับสนุนเครื่องเก่าๆ คือใช้แล้วมันช้า
 
ผมค้นหาแอปที่ทำให้การจัดการแอปที่เปิดอยู่ใน Android เป็นแบบ Pseudo Miltitasking ในที่สุด ผมเจอแล้วครับ เป็นแอป Greenify
 
 
Greenify เป็นแอปที่ใครๆหลายๆคนต่างให้คะแนนดีมากถึงดีเยี่ยมครับ เพราะเป็นแอปที่ตอบโจทย์ปัญหาของการจัดการแอปของ Android ที่เปิดค้างอยู่ได้ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ Android ที่ราคาไม่ถึงหมื่น (พวกรุ่น Low-End ทั้งหลาย) บางเครื่องถึงแม้จะเป็น CPU 4 Core ก็ยังไม่ลื่นเท่า iPhone หรือ Windowsphone ที่ใช้เพียงแค่ 2 Core เลย แถมต้องอัดแบตเตอร์รี่เกิน 2000 mAh เพื่อเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน โดยการทำงานของ Greenify มีอยู่ 2 ระดับครับ
 
  • ระดับ Pending คือแอปเปิดค้างอยู่ แต่ไม่มีการทำงานจนกว่าเราจะกลับมาใช้แอปนี้อีกครั้ง แต่แอปนั้นยังค้างอยู่ใน RAM (เหมือนกับ iOS กับ Windowsphone)
  • ระดับ Hibernate คือปิดและหยุดการทำงานของแอป ทั้ง Foreground และ Background จนกว่าเราจะใช้งานแอปนั้น โดยแอปนั้นถูกล้างออกจาก RAM ด้วย

ถ้าใครเคยลองเล่นแอป Greenify ตั้งแต่เวอร์ชั่น 1 จะพบว่า เป็นแอปที่ต้องรูทเครื่องก่อน ถึงจะใช้งานได้ แต่ในปัจจุบัน แอป Greenify ไม่ต้องรูทเครื่องแล้ว เพียงแต่ต้อง Hibernate กันเอาเองโดยคลิกปุ่ม Hibernate (หากรูทเครื่องแล้ว โปรแกรมจะ Hibernate เองโดยอัตโนมัติ)

การใช้งาน Greenify

หากใช้งานครั้งแรก จะเจอหน้าตาแอปแบบนี้ครับ

Greenify ตอนใช้งานครั้งแรก

ให้ทำตามที่เค้าบอกเรื่อยๆ จะพบหน้าที่เราต้องสั่งโปรแกรมเข้าลีสต์ Greenify แนะนำให้เอาโปรแกรมทุกโปรแกรมเข้าลีสต์ Greenify ให้หมดเลยครับ แต่ยกเว้น

  • แอปที่จัดการ Battery อย่าง Battery Doctor (ถ้ามี)
  • แอป Launcher ที่ใช้อยู่ (หากไม่ได้ใช้ Launcher ของระบบ)
  • แอปคีย์บอร์ด อย่าง Keyboard Manman หรือ T-Swipe

หน้าตาแอปในตอนที่เลือกเข้าในลีสต์ Greenify

เมื่อเอาเข้าแล้ว จะพบกับหน้าตาโปรแกรมอีกส่วนนึงครับ คือ Pending กับ Hibernated

อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นว่า Pending คือโปรแกรมที่เปิดค้างไว้อยู่ (หรือไม่ค้างก็ตามแต่ เพราะอาจจะโดนลบ Process ถ้า RAM เหลือน้อย) แต่ไม่มีการทำงาน ส่วน Hibernated คือปิดการทำงานทั้ง Foreground และ Background

ถ้าในเวอร์ชั่นใหม่ๆ จะมีปุ่มเพิ่มอีก 2 ปุ่มข้างล่างแบบนี้ครับ

เนื่องจากในเวอร์ชั่นใหม่ จะมีฟังก์ชั่น Hibernate สำหรับเครื่องที่ไม่ได้รูท ทำให้ในแอปมีปุ่ม zzZ เพื่อ Hibernate ด้วยครับ หากไม่ได้รูทเครื่อง แล้วต้องการ Hibernate ให้กดปุ่ม zzZ แล้วทำตามที่แอปบอกครับ ถึงจะได้ Hibernate

ถึงคราวทดสอบมือถือ


เครื่องซ้าย i-mobile i style 7.1 ของผม และเครื่องขวา Lenovo P780 ของน้องชาย (สามารถดูความรันทดของมือถือที่มีแรมแค่ 512 MB ได้ใน Entry "Android ในมือถือถูกๆไม่ได้ดีอย่างที่คิด แต่มีวิธีแก้" นะครับ)

 

i-mobile i style 7.1 ผ่านการรูทมาแล้ว (เพิ่งรูทเมื่อวานนี้เอง)

ส่วน Lenovo P780 ยังไม่ได้รูท

ที่ให้เปรียบเทียบระหว่างเครื่องรูทกับไม่รูท จะได้รู้ชึ้งถึงความแตกต่างของ Greenify ครับว่า อันไหนดีกว่ากัน ระหว่างรูทกับไม่รูท

เครื่องรูทแล้ว อย่าง i-mobile i style 7.1

ก่อนลง Greenify มีปัญหาเรื่องแอปค้างเมื่อต่อเน็ต แต่พอลง Greenify แล้วจัดการแอปเข้ากลุ่ม Greenify พบว่า แอปที่ใช้งานลื่นขึ้นครับ (แต่ไม่เร็วขึ้นนะครับ แค่ลื่นขึ้นเฉยๆ) ใครทที่มือถือ Android แล้วได้ลองไปถูๆลูบๆคลำๆมือถือ iPhone ทุกๆรุ่น (อย่าเช่นผม เป็นต้น) จะรู้สึกแปลกใจ ทำไมมันลื่นขนาดนี้ ใน WindowsPhone ก็เป็นเหมือนกันครับ คือการใช้งานมันลื่นไหล ไม่มีสะดุด ติดอยู่ที่ Android นี่ล่ะครับ ที่ยังอืดๆ เวลาเปิดหลายแอป การลง Greenify ตอบโจทย์ปัญหา Android ไม่ลื่นได้อย่างดี

ทีนี้ผมทดสอบโดยการเปิดโปรแกรมหลายๆโปรแกรม เอาโปรแกรมพวก Social Network อย่าง Facebook, LINE, Instagram และ Beetalk โดยผมจะเปิดสลับโปรแกรมและถูไปถูมา พบว่า ตัวโปรแกรมยังมีการโหลดในช่วงแรกๆอยู่ เนื่องจากมือถือ i-mobile i style 7.1 มีแรมค่อนข้างน้อย แต่หากโหลดโปรแกรมเสร็จแล้ว จะพบว่า ความลื่น ลื่นมากกว่าเก่ามากๆครับ ลื่นจนน่าตกใจ แต่สุดท้ายแล้ว ยังเร็วสู้ iOS ไม่ได้อยู่ดี เพราะด้วยโครงสร้างแอปของ Android อย่าง Facebook จะไม่เหมือนกับ iOS (สรุป iOS มันลื่นกว่าอยู่แล้ว) ยังไงก็มันลื่นกว่าเก่าล่ะกัน ไม่ต้องคิดมาก 5555

ทีนี้ ลองเปิดเกมเล่นดู เกมที่เล่น ก็เป็นเกม Fruit Ninja กับ Subway Surfers โดยผมเปิด Fruit Ninja เล่นก่อน โดยในเวอร์ชั่นใหม่ๆ จะกระตุกพอสมควร แต่หลังจากลง Greenify ความกระตุกลดลงกว่าเดิม แต่กระตุกนิดๆอยู่ ไม่ไหลลื่น จากนั้นลองเปลี่ยนมาเป็น Subway Surfers ปรากฎว่า เล่นแล้วไม่มีสะดุดเลยครับ ไหลลื่นมากๆ (ปกติ ถ้าไม่ติดตั้ง Greenify มันจะมีบางจังหวะที่กระตุก แล้วเราเลื่อนอะไรไม่ได้เลย) คราวนี้ลองเข้า Fruit Ninja โดยผ่าน Multitasking (กดปุ่ม Home ค้าง) พบว่า ความไหลลื่น เหมือนกับที่เล่นครั้งแรกเลยครับ

สาเหตุที่มันลื่น เพราะแอป Greenify บังคับให้มือถือรันแอปที่เปิดอยู่เท่านั้น แอปที่เปิดค้าง จะพักการทำงาน แต่ไม่ถึงขนาดหยุด โดนล้าง Processครับ

เมื่อเราปิดหน้าจอ Greenify จะทำการ Hibernate (ปิดแอป,ล้างแอปออกจาก RAM ให้หลับ) โดยอัตโนมัติ

เครื่องยังไม่ได้รูท อย่าง Lenovo P780

เครื่องนี้เป็นเครื่องของน้องผมเอง ผมทำอะไรกับมันมากไม่ได้ครับ เพราะถ้าทำแล้ว โดนด่าแน่ๆ (แต่สุดท้ายแอบลักลอบติดตั้ง Greenify อยู่ดี)

สำหรับเครื่องที่ยังไมได้รูท สามารถใช้แอป Greenify ได้ ถ้ามือถือนั้นเป็น Android 4.1 ขึ้นไปครับ (ถ้า 4.0 ต้องรูท แต่ถ้าไม่มีอะไรหนักหนามาก รูทไปเลยครับ) โดยข้อแตกต่างระหว่างเครื่องรูทกับไม่รูท อยู่ที่การ Hibernate ซึ่งเครื่องที่ไม่รูท ต้อง Hibernate ผ่านแอป Greenify หรือกดที่ไอคอน Greenify Hibernate ส่วนเครื่องที่รูทแล้ว สามารถสั่ง Hibernate ได้อัตโนมัติ ส่วนแอปที่ Pending สามารถใช้งานได้ทั้งเครื่องที่รูทแล้วกับเครื่องไม่รูท

ลองทดสอบโดยเปิดแอป Facebook, LINE, Twitter, Youtube พบว่า แอปไม่มีการปิดตัวเหมือน i-mobile i style 7.1 เนื่องจากมือถือ Lenovo P780 มี RAM อยู่ 1 GB ครับ ซึ่งเพียงพอกับการเปิดแอปหลายแอปค้างเอาไว้ โดยความลื่นไหลในการใช้งาน ค่อนข้างลื่นไหลมากครับ (แต่อาจจะกระตุกนิดๆ โดยเฉพาะ Facebook ในช่วงโหลดภาพ โหลดข้อความใหม่ๆ ถึงจะกระตุกยังไง ก็สู้ตอนที่ยังไม่ได้ติดตั้ง Greenify ได้ครับ)


ลองทดสอบโดยเปิดเกม Dead Trigger 2 และ Subway Surfers โดยเปิด Subway Surfers ก่อน แล้วพอเล่นไปซักพัก ออกมาที่ Home Screen แล้วเลือก Dead Trigger พบว่า การเข้าเกม และความกระตุก ไม่มีให้เห็นเลย ทีนี้ ลองย้อนมาที่เกม Subway Surfers พบว่า ตัวเกมยังเปิดค้างไว้อยู่ สามารถเล่นต่อได้โดยไม่มีสะดุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แอป Greenify สามารถพักการทำงานของแอปที่ยังไม่ได้ใช้งานได้แม้เครื่องนั้นจะไม่รูทก็ตาม

Hibernate

Hibernate คือไฮไลต์หลักของแอป Greenify เป็นการปิดการทำงานและถอนแอปออกจาก RAM จนกว่าจะเปิดใช้งานอีกครั้งโดยไม่ทำงานเอง หากเครื่องไม่รูท ต้อง Hibernate กันเอาเอง แต่เครื่องรูทแล้ว สามารถ Hibernate ได้โดยอัตโนมัติ

การ Hibernate เหมาะกับการชาร์จแบตหรือไม่ได้ใช้มือถือเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการชาร์จแบตผ่าน Power Bank เพราะทำให้ชาร์จเร็วขึ้น และแบตหมดช้าลง ถ้ามานั่ง Hibernate ตลอดเวลา ไม่ไหวครับ เอาเฉพาะเวลาที่ Hibernate จริงๆดีกว่า ถ้าเล่นมือถือบ่อยๆ ก็เอาแค่ เอาแอปอยู่ในลีสต์ Pending ก็พอ (มันจะเกิดขึ้นอัตโนมัติทั้งเครื่องรูทและไม่รูท)

สรุป

แอปตัวนี้ควรมีติดเครื่องเอาไว้ครับ ไม่เสียหาย เพราะเป็นแอปที่ดีมากๆ สามารถทำให้แอปที่กำลังใช้งานอยู่ไหลลื่นพอๆกับ iOS ถึงแม้จะไหลลื่นไม่เท่า แต่ดีกว่าก่อนที่ติดตั้ง Greenify ครับ

ข้อดี

  • เป็นแอปฟรี (จริงๆมีเสียตังค์ แต่เสียตังค์เอาไว้คนระดับโปรหรือพวกที่รูทแล้ว เพราะจะ Hibernate แอป System ซึ่งไม่เหมาะสำหรับ End User เท่าไร)
  • การใช้งานที่ง่าย
  • ทำให้การใช้งานแอปลื่นขึ้นกว่าเดิม
  • ประหยัดแบต และเพิ่มความเร็วในการชาร์จด้วย Hibernate

ข้อเสีย

  • ไม่มี Widget เป็นทางลัดสำหรับ Hibernate
  • หากทำการ Hibernate การแจ้งเตือนจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นเลย
  • ไม่เหมาะกับ User บางคนที่ต้องการทำงานแบบ True Multitsking จริงๆ

ข้อแนะนำ

  • สำหรับมือถือที่ไม่ได้รูท ถ้าใช้งานบ่อยๆ อย่างปิดหน้าจอ สักพักก็เปิดใหม่เรื่อยๆ อย่าเพิ่ง Hibernate ไม่ได้เร็วขึ้นหรอก พอๆกับ Task Killer เพียงแต่ประหยัดแบตกว่าเดิม
  • หากจะชาร์จแบตด้วย Power Bank หรือชาร์จแบตด้วยไฟบ้าน ควรทำการ Hibernate ก่อน
  • ถ้าเป็นไปได้ ควรรูทมือถือเพื่อใช้งานโปรแกรมนี้ได้ดีที่สุด

 

edit @ 17 Feb 2014 19:35:56 by CampzzZ

สุดท้ายก็กลับมาใช้ Earbud

posted on 18 Jun 2013 19:08 by bravo-led directory Tech, Diary
 
Earbud เป็นหูฟังที่ใครๆต่างผ่านๆตามาบ้าง ในสมัยนี้ Earbud จะมีในราคาถูกๆ แล้วโผล่อีกที ก็ราคาแพงเลย ราคาแพงที่ผมว่า ก็มีออปชั่นเสริม คือมียางติดกับหู อย่าง Marshall Minor หรือ Bose Mobile Earbud หรือปรับเปลี่ยนคุณภาพของเสียงให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
 
ส่วน Earbud ราคากลางๆ (500-1,000) ที่ผมเห็นมาก็มีของ Philips หลังๆมา หูฟังแบบ In-Ear มาแรง หูฟังส่วนใหญ่ล้วนเป็น In-Ear แทบทั้งสิ้น ผมก็เคยฟัง Earbud มาก่อน แล้วไปเล่น In-Ear สุดท้าย ผมรู้สึกเบื่อ เลยกลับไปเล่น Earbud อีกที
 
ทำไมถึงกลับมาเล่น Earbud?
 
คำตอบสั้นๆคือ "เบื่อ" ครับ In-Ear ถึงแม้มันกันเสียงจากภายนอก ก็ลดทอนในเรื่องความกว้างของเสียง ผมฟัง In-Ear มาแล้วรู้สึกหูอับๆ ไม่สบายหูเลย แต่เบสนี่ มีเพียบ
 
ที่ผมเล่น In-Ear ในตอนนั้นเพราะผมฟังเพลงร็อคครับ เพลงร็อคต้องเบสหนักๆ เสียงแหลมช่างมัน ฟังไปเหอะ มันหยดติ๋ง พออายุเริ่มเยอะขึ้น กลับรู้สึกว่า เพลงร็อคมันไม่เหมาะแล้วว่ะ เลยหันไปฟังเพลงป็อปแทน เพลงป็อปที่ผมชอบส่วนใหญ่เป็นจังหวะเต้นๆ มันๆ หรือบางทีก็ฟังเพลงช้าๆ สบายหู
 
 
แน่นอนครับ ว่า In-Ear ผมฟังเพลงป็อปแล้วไม่ได้อารมณ์ เพราะเสียงมันแปลกๆ มัน Dark แบบบอกไม่ถูก ถ้าพวก Hip Hop เน้นกระทุ้งๆเป็นลูกๆ ก็เอา In-Ear ไป
 
แต่ผมฟังเพลงป็อป สบายๆหู หูฟัง In-Ear ผมว่าไม่เหมาะเท่าไร
 
 
นอกจากปัญหาจากหูฟัง In-Ear ที่ว่าความกว้างของเสียงมันแคบแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องจุกหูฟังด้วย เพราะมันชอบหล่นหายโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งหูฟังที่จุกไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอบ่าง Philips SHE6000 หรือ TDK รุ่น Bass Booster ด้วยแล้ว ผมยิ่งต้องกล้วเลยครับ เพราะจุกพวกนี้เป็นจุกพิเศษ ไม่เหมือนชาวบ้านเค้า ซื้ออะไหล่ไปไม่ได้
 
ถ้า In-Ear มันไม่เหมาะแล้ว ก็เหลือหูฟัง 2 แบบ คือ Earbud กับ Headphone
 
หลังๆมา Headphone มีเยอะมากๆ แต่โทษทีเหอะครับ Headphone แต่ละตัวมันราคาหนักๆทั้งนั้นเลย แถมเวลาพกพาก็ยากด้วย ใส่แล้วอาจเป็นเป้าสายตากับพวกฮิปฮอปด้วยกันอีก แต่ถ้าแลกกับคุณภาพเสียง ผมว่า ได้อยู่นะ Headphone มันเสียงดีมาก เบสและโทนเสียงสูงใสๆ เป็นลูกๆ
 
เพียงแต่ผมไม่ค่อยชอบอะไรเทอะทะมากเกิน เลยเลือก "Earbud" ครับ
 
โจทย์ต่อไปคือ จะหา Earbud ดีๆได้ยังไง?
 

ถ้าจะหา Earbud ดีๆ ผมว่า ต้องเสี่ยงดวง หรือหาดูในเว็บทั่วไปที่เค้ารีวิวกัน สมัยนี้ น้อยคนครับที่เล่น Earbud กัน ที่คนส่วนใหญ่ใช้ Earbud อยู่ เพราะ Earbud อันนั้นมันแถมมากับพวกมือถือต่างๆ พอแถมมา ก็ต้องใช้งานโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนการใส่ ผมแนะนำว่า ถ้ามีฟองน้ำแถมมาด้วย ใส่เลยครับ เพราะจะทำให้เสียงดีมากกว่าเก่า (ผมก็ไม่รู้นะ เพราะอะไรถึงเสียงดีขึ้น)
 
ถ้าของที่แถมมา คุณภาพเสียงมันดี ก็ใช้ต่อเลยครับ แต่ถ้าจะเริ่มเล่น Earbud แนะนำหาหูฟัง Earbud ที่เรารู้จักแบรนด์กันก่อน อย่าง Sony, Phillips, Panasonic, TDK ฯลฯ
 
ส่วนราคาของ Earbud จะอยู่ที่ 100-350 ราคาไม่หนีกัน สูงกว่านั้นเป็น In-Ear แล้ว และสูงกว่านี้อีก (ราคาเป็น 1,000 ก็จะเจอ Earbud อีกที แต่คุณภาพไม่ต้องพูดถึง ดีแน่นอน)
 
จุดเด่นของ Earbud
 
จุดเด่นของ Earbud อยู่ที่ "ความโปร่งของเสียงครับ" ให้เสียงกว้างมากกว่า In-Ear อยู่ (แต่ไม่เท่า Headphone นะ) ส่วนจุดด้อยคือ เบสไม่มาเป็นลูก และต้องตั้ง EQ ให้เหมาะสมด้วย
 
แล้วเหมาะกับฟังเพลงแนวไหน
 
เพลงที่มันเน้นบรรยากาศฟังสบายๆครับ, เพลง Pop, เพลง Acoustic, Jazz, เพลงที่มีเสียงกีตาร์เพราะๆ ส่วนแนว Rock, Metal ถ้าแสวงหาเสียงซ่าๆของ Snare มาถูกทางแล้วครับ แต่ต้องลดทองเรื่อง "เบส" ออกไป
 
ผมลองทดลองฟังหลายๆเพลง ตั้งแต่เพลง Pop ที่รู้จักกันดี จนถึงเพลง Metal พบว่า รู้สึกดีกว่าใช้หูฟัง In-Ear อีกแน่ะ
 
คงเพราะผมเบื่อเสียงจาก In-Ear มากกว่า
 
*ใน Entry หน้าติดตาม Entry เกี่ยวกับ Commart นะครับ